คลิป  หนัง  ละคร  ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล  ข่าวบันเทิง  โปรแกรมบอล  ฟังเพลงออนไลน์  ดูทีวีออนไลน์ 

Loading...

later love add to playlist wide screen
close เพิ่มลงใน
    สร้างเพลย์ลิสต์ใหม่

    รวยหุ้น รวยลงทุน ปี 5 EP 717 หุ้นไทยปรับฐานต่อเนื่อง ลงทุนอย่างไร | AIRA

    Views 0

    โหวตถูกใจคลิปนี้ 0
    ไม่ถูกใจ 0

    หุ้นไทยยังแกว่งตัวในกรอบ ขึ้นขาย ลงซื้อ หุ้นแนะนำยังมีหลายกลุ่ม Top Pick คือ PTTGC

    บล. ไอร่า มองตลาดช่วงนี้อยู่ในช่วงแกว่งตัว (Sideway) หลังจากดัชนีปรับฐานลงไปที่บริเวณ 1,725 จุด เมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย. เรามองกรอบการแกว่งตัวค่อนข้างกว้างอยู่ที่ 1,725-1,805 จุด กลยุทธ์ในช่วงสั้นแบบ Sideway คือลงมาใกล้ๆ กรอบแนวรับก็ซื้อ ขึ้นไปใกล้ๆ กรอบแนวต้านก็ขาย แต่ตลาดยังมีลักษณะเหมือนเดิมคือเลือกกลุ่มเล่น จะมีบางกลุ่มที่เป็นแนวโน้มขึ้น บางกลุ่มที่เป็นแนวโน้มลง ถ้าเราเลือกลงทุนได้ถูกกลุ่มก็จะสามารถชนะตลาดได้ โดยกลุ่มที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มพาณิชย์ กลุ่มขนส่ง กลุ่มปิโตรเคมี ให้หาจังหวะซื้อช่วงที่ราคาหุ้นอ่อนตัวลง กลุ่มที่ราคาหุ้นเคลื่อนไหวเป็นขาลง เช่นกลุ่มธนาคารอสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง อาหารและกลุ่มสื่อ ให้ชะลอการลงทุนออกไปก่อน

    โดยถ้านับจากต้นปี เป็นการขายต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติกว่า 74,000 ล้านบาท ถือว่าค่อนข้างสูง แต่ดัชนีไม่ได้ปรับลงมาก ยังคงทรงๆอยู่บริเวณ 1,774จุด จากแรงซื้อของสถาบันในประเทศและนักลงทุนรายย่อย จากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ล่าสุดเริ่มแข็งค่าขึ้นมา สังเกตจากดัชนี USD index ล่าสุดอยู่ที่ 91.2 สูงสุดในรอบ 3 เดือน ส่วนค่าเงินบาทก็อ่อนค่าลง ล่าสุดอยู่ที่ 31.57 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากลงไปแข็งค่าบริเวณ 30.9 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่แล้ว

    ปัจจัยต่างประเทศ ตลาดต่างประเทศค่อนข้างผันผวน ดัชนีดาวโจนส์ผันผวนอยู่ในกรอบ 24,000 – 25,000 จุด ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับนโยบายการกีดกันทางการค้าของ ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ผ่อนคลายลง หลังจากมีข่าวว่าทางสหรัฐฯ เริ่มมีการเจรจากับจีน ก็ยังคงต้องจับตาดูต่อไป แต่เบื้องต้นมองว่าไม่น่าลุกลามใหญ่โต น่าจะคุยกันได้ สำหรับไทยคาดว่าคงไม่ส่งผลกระทบมากนัก เพราะแม้ไทยจะเกินดุลการค้าสหรัฐฯ แต่ไม่ใช่เป้าหมายหลักเหมือนจีน

    อีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน ล่าสุดราคาน้ำมันดิบดูไบปรับขึ้นมาอยู่ที่ 71 USD/bbl สูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง แต่เริ่มมีแนวโน้มทรงตัว โดยได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดย EIA คาดปริมาณความต้องการใช้น้ำมันดิบปี 2018 จะเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ได้รับปัจจัยกดดันจากการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ล่าสุดราคาน้ำมันดิบยังคงทรงๆ ตัว อยู่บริเวณ 70 USD/bbl

    ส่วนค่าการกลั่นฟื้นตัวขึ้นโดดเด่น 2Q/61TD อยู่ที่ 6.6 USD/bbl ยังคงเพิ่มขึ้น yoy ส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มโรงกลั่น เช่น TOP, SPRC, ESSO ในส่วนของเรื่องเกี่ยวกับการที่ กบง.ปรับสูตรคำนวณราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นลง มองว่าหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ มองการที่หุ้น TOP หรือ SPRC มีราคาลดลงเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ คาดผลการดำเนินงาน 1Q/61 และ 2Q/61 ยังคงโดดเด่น จากค่าการกลั่นในระดับสูงและกำไรจากสต็อกน้ำมัน ตามราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น

    ด้านประเด็นในประเทศมีข่าวดีต่อเนื่อง โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน ก.พ. เพิ่มขึ้น 4.7% จากการขยายตัวของการผลิตสินค้า เช่นรถยนต์ และการส่งออกที่เติบโตดี โดยกระทรวงการคลังคาด GDP ปี 2561 อยู่ที่ 4.2% โดยได้รับแรงกระตุ้นจากการใช้จ่ายภาครัฐและการส่งออกที่คาดจะขยายตัวได้ 6.6% ในขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยปี 2561 คาดว่าจะยังคงมีนโยบายผ่อนคลายต่อเนื่องทั้งปี 2561 จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% และคาดเงินเฟ้อปีหน้ายังอยู่ในระดับต่ำที่ 1.1% เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

    ส่วนที่น่าสนใจอีกกลุ่มคือการท่องเที่ยว แนะนำกันมาอย่างต่อเนื่องเลย ทั้งจากการที่ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ในขณะที่ปี ’61 ทางกระทรวงท่องเที่ยวตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 37.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.1% แต่ในช่วง 1Q/61 ตัวเลขออกมาที่เพิ่มขึ้นถึง 15% สูงกว่าเป้าค่อนข้างมากโดยผู้ได้รับประโยชน์ยังคงเป็น กลุ่มโรงแรม เช่น CENTEL, ERW รวมไปถึงหุ้นในกลุ่มบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเช่น SPA และธุรกิจสนามบิน เช่น AOT

    กลยุทธ์ช่วงนี้เน้น Stock Pick เลือกหุ้นในกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น ดังนี้

    1) กลุ่มปิโตรเคมี ผลการดำเนินงานฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง และปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น เช่น IVL, PTTGC

    2) กลุ่มพลังงาน คาดผลการดำเนินได้รับผลดีจากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น เช่น PTT, PTTEP

    3) กลุ่มพาณิชย์ ที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และการขยายกิจการไปยังต่างประเทศ เช่น BEAUTY

    4) กลุ่มขนส่ง ได้รับประโยน์จากการฟื้นตัวของค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้น เช่น PSL และนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น AOT

    ส่วนแนะนำหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมี นั่นคือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) โดยมีประเด็นดังนี้

    คาดผลการดำเนินงานของ PTTGC ในช่วง 1Q/61 จะมีกำไรสุทธิโดดเด่น ปัจจัยหลักมาจากผลกำไรที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจการกลั่น ตามค่าการกลั่นที่ทรงตัวในระดับสูง นอกจากนี้เราคาดว่าจะมีผลกำไรจากสต็อกน้ำมัน ตามราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นในช่วง 1Q/61 ประมาณ 4.0 USD/bbl มาอยู่ที่ 68 USD/bbl ณ ปลายเดือน มี.ค.

    คาดผลดำเนินงานของธุรกิจปิโตรเคมีในสายโอเลฟินส์ฟื้นตัวขึ้น ในขณะที่ราคา HDPE ในช่วง 1Q/61 เพิ่มขึ้น 13% qoq อยู่ที่ 1,379 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เราคาดราคา HDPE ยังคงทรงตัวในระดับสูงในช่วง 2Q/61 ล่าสุดอยู่ที่ 1,370 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องต่อผลการดำเนินงานของ PTTGC ในช่วง 2Q/61

    ประเมินราคาเป้าหมายปี ’61 อยู่ที่ 120 บาท แนะนำ “ซื้อ”

    ที่มา : PTTGC และประมาณการโดย AIRA

    อัพโหลดวันที่
    แจ้งลบคลิป
    close แจ้งลบวิดีโอนี้
    แจ้งลบวิดีโอนี้

    ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ได้รับแจ้ง
    เกี่ยวกับคลิปวิดีโอเรื่อง :
    แสดงความเกลียดชัง/ไม่เหมาะสม

    ปิด
    http://video.sanook.com/player/1326745/

    * ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (สูงสุด 50 อีเมล์)

    คลิปแนะนำ

    โหลดเพิ่ม
    Sanook.commenu

    We use cookies to deliver our service. By continuing to use our site, you accept our use of cookies. To learn more please go to Terms of Service and Privacy Policy.

    close
    เพิ่มคลิปใน "คลิปโปรด" แล้ว
    เพิ่มคลิปใน "คลิปที่เก็บไว้ดูทีหลัง" แล้ว
    คุณโหวตเรียบร้อยแล้ว
    เพิ่มลงในเพลย์ลิสต์โปรดแล้ว
    เพิ่มวิดีโอนี้เข้าใน Playlist เรียบร้อยแล้วค่ะ
    วันนี้คุณโหวตไปแล้ว โหวตใหม่ได้อีกครั้งพรุ่งนี้ค่ะ