คลิป  หนัง  ละคร  ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล  ข่าวบันเทิง  โปรแกรมบอล  ฟังเพลงออนไลน์  ดูทีวีออนไลน์ 

Loading...

later love add to playlist wide screen
close เพิ่มลงใน
    สร้างเพลย์ลิสต์ใหม่

    รวยหุ้น รวยลงทุน ปี 5 EP 772 แนวโน้มหุ้นไทยจากมุมมอง บล.ไอร่า

    Views 0

    โหวตถูกใจคลิปนี้ 0
    ไม่ถูกใจ 0

    "ตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น เป็นจังหวะในการสะสมหุ้น แต่เน้นซื้อหุ้นที่ขึ้นช้าหรือราคาปรับลงมา มากกว่าจะไล่ราคาหุ้น"

    บล.ไอร่ามองตลาดช่วงนี้เป็นขาขึ้น หลังดัชนีสามารถยืนที่ 1,710 จุด ได้ ระยะสั้นมองอาจขึ้นไปทดสอบที่ 1,750 จุดได้ การที่ดัชนีปรับขึ้นช่วงนี้มาจากแรงซื้อของสถาบันในประเทศเป็นหลัก กลยุทธ์ลงทุนต้องเลือกหุ้นที่มีปัจจัยบวกเข้ามา หรือทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี ที่ราคาปรับตัวลงมาแรง โดยกลุ่มที่ปัจจัยพื้นฐานดี แต่ราคาปรับฐานลงมา ให้หาจังหวะเข้าเก็บหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี เช่น กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ขนส่ง ธนาคาร และการเงิน

    โดยถ้านับจากต้นปี เป็นการขายต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติเกือบ 200,000 ล้านบาท ถือว่าค่อนข้างสูงมาก เทียบกับปี 2560 ที่ต่างชาติขายไปเพียงประมาณ 25,000 ล้านบาท แต่มีแรงซื้อจากสถาบันในประเทศและนักลงทุนรายย่อย ทำให้ดัชนียังยืนเหนือ 1,700 จุดได้ การที่ต่างชาติขายหนักก็มาจากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ แต่มองว่าจากนี้ไปแรงขายต่างชาติน่าจะชะลอตัวลงแล้ว โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มอ่อนค่า สังเกตจากดัชนี USD index ล่าสุดอยู่ที่ 94.7 หลังจากขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 97.0 จุดในช่วงกลางเดือน ส.ค. ส่วนค่าเงินบาทก็มีแนวโน้มกลับมาแข็งค่า ล่าสุดอยู่ที่ 32.6 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

    ปัจจัยต่างประเทศ ตลาดต่างประเทศค่อนข้างผันผวน แต่ดัชนีดาวโจนส์ยังคงปรับตัวเป็นขาขึ้น ยังไม่น่าเป็นห่วง ล่าสุดสามารถยืนได้เหนือ 26,000 จุด ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับนโยบายการกีดกันทางการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงเป็นความเสี่ยงที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก และยังคงต้องจับตาดู โดยล่าสุดสหรัฐและจีนได้เก็บภาษีสินค้านำเข้าสินค้า 25% มูลค่ารวม 5.0 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อกันและกัน แบ่งเป็นที่ประกาศรอบแรกตอนเดือน ก.ค. 3.4 หมื่นล้านและรอบ 2 เมื่อ 23 ส.ค. อีก 1.6 หมื่นล้าน รวมเป็น 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปธน.ทรัมป์ขู่เก็บภาษีสินค้าจีนมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งยังคงต้องจับตาดูต่อไป หลังจากการเจรจาระหว่างจีน-สหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

    แต่ปัจจัยระยะสั้นจะได้รับผลบวกหลังจากสหรัฐ-เม็กซิโกได้บรรลุข้อตกลงทวิภาคไปแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ตอนนี้ตลาดยังคงจับตาการเจรจาระหว่างสหรัฐ-แคนาดา หากสามารถเจรจากันได้ก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ประกอบกับผลสำรวจของ Conference Board ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดีดตัวสู่ระดับ 133.4 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2543 จากระดับ 127.4 ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อมุมมองทางเศรษฐกิจ

    อีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน ล่าสุดราคาน้ำมันดิบดูไบปรับขึ้นมาอยู่ที่ 75 USD/bbl ใกล้จุดสูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง โดยได้รับปัจจัยบวกจากมติคว่ำบาตรต่ออิหร่านของสหรัฐฯ ส่งผลให้ปริมาณผลิตน้ำมันดิบของอิหร่านอยู่ที่ 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2560 อย่างไรก็ตามเราคาดว่าทางกลุ่มโอเปคจะพยายามควบคุมราคาน้ำมันดิบให้อยู่ในช่วง 70-80 USD/bbl ซึ่งมองว่าเป็นราคาที่รับได้ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย โดยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อปริมาณความต้องการใช้มากนัก ผ่านการควบคุมปริมาณการผลิต โดยราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูงเช่นนี้จะส่งผลดีต่อ PTT, PTTEP และ PTTGC และกลุ่มโรงกลั่นจะมีกำไรจากสต็อกน้ำมันดิบ

    โดยล่าสุดเมื่อ ก.ค. 2561 สศค.คาด GDP ปี 2561 อยู่ที่ 4.5% สูงสุดในรอบ 6 ปี หลังกระทรวงพาณิชย์รายงาน GDP ไทยในช่วง 1H/61 อยู่ที่ 4.8% โดยเป็นผลมาจากปัจจัยสนับสนุนสำคัญเรื่องการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และการเดินหน้าลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทำให้คาดว่าในปีนี้ภาพรวมการลงทุนของภาครัฐจะขยายตัวได้ 7.9% รวมถึงการส่งออกที่ปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 9.7% เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัวได้เป็นอย่างดี

    กลยุทธ์เน้น stock pick เลือกหุ้นในกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น ดังนี้

    1) กลุ่มธนาคาร ภาพ NPL เริ่มคงที่ ตั้งสำรองลดลง เช่น BBL, KTB

    2) กลุ่มการเงิน คาดผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง เช่น MTC

    3) กลุ่มปิโตรเคมี ผลการดำเนินงานฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง และปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น เช่น IVL, PTTGC

    4) กลุ่มพลังงาน คาดผลการดำเนินได้รับผลดีจากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น เช่น PTT, PTTEP และค่าการกลั่นที่ฟื้นตัว+ ปันผลสูง เช่น SPRC

    5) กลุ่มขนส่ง ได้รับประโยน์จากภาพรวมการท่องเที่นสเติบโต เช่น AOT และการฟื้นตัวของค่าระวางเรือ เช่น PSL


    ส่วนหุ้นแนะนำวันนี้ แนะนำหุ้นในกลุ่มพลังงาน นั่นคือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) โดยมีประเด็นดังนี้

    - PTT อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมสำหรับแผนงาน New S-Curve เพื่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต เช่น การแยกธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกออกมาเป็น PTTOR เพื่อการดำเนินงานที่คล่องตัวมากขึ้น พร้อมที่จะเติบโตในธุรกิจค้าปลีก โดยการโอนสินทรัพย์ให้ PTTOR มีผลแล้วเมื่อ 1 ก.ค. 2561 ที่ผ่านมา คาดจะมีการบันทึกกำไรจากการขายสินทรัพย์ดังกล่าวในช่วง 3Q/61 และเบื้องต้นคาด PTTOR จะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในช่วง 2Q/62

    - เราคาดผลการดำเนินงานของ PTT จะยังคงแข็งแกร่งในช่วง 2H/61 ทั้งจากธุรกิจท่อส่งก๊าซที่มั่นคง และโรงแยกก๊าซที่คาดผลการดำเนินงานจะยังคงโดดเด่นตามราคาน้ำมันดิบที่ยังยืนอยู่ในระดับสูง

    - คาดกำไรปี ’61 ทรงตัวจากปีก่อน, Dividend Yield = 3.8%

    - มูลค่าเหมาะสมที่ 66.00 บาท ยังคงแนะนำ “ซื้อ”

    อัพโหลดวันที่
    แจ้งลบคลิป
    close แจ้งลบวิดีโอนี้
    แจ้งลบวิดีโอนี้

    ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ได้รับแจ้ง
    เกี่ยวกับคลิปวิดีโอเรื่อง :
    แสดงความเกลียดชัง/ไม่เหมาะสม

    ปิด
    http://video.sanook.com/player/1327869/

    * ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (สูงสุด 50 อีเมล์)

    คลิปแนะนำ

    โหลดเพิ่ม
    Sanook.commenu

    We use cookies to deliver our service. By continuing to use our site, you accept our use of cookies. To learn more please go to Terms of Service and Privacy Policy.

    close
    เพิ่มคลิปใน "คลิปโปรด" แล้ว
    เพิ่มคลิปใน "คลิปที่เก็บไว้ดูทีหลัง" แล้ว
    คุณโหวตเรียบร้อยแล้ว
    เพิ่มลงในเพลย์ลิสต์โปรดแล้ว
    เพิ่มวิดีโอนี้เข้าใน Playlist เรียบร้อยแล้วค่ะ
    วันนี้คุณโหวตไปแล้ว โหวตใหม่ได้อีกครั้งพรุ่งนี้ค่ะ