คลิป  หนัง  ละคร  ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล  ข่าวบันเทิง  โปรแกรมบอล  ฟังเพลงออนไลน์  ดูทีวีออนไลน์ 

Loading...

later love add to playlist wide screen
close เพิ่มลงใน
    สร้างเพลย์ลิสต์ใหม่

    รวยหุ้น รวยลงทุน ปี 5 EP 795 หุ้นไทยเริ่มปรับตัวขึ้น ยังไปต่อได้หรือไม่ | บล.ไอร่า

    Views 0

    โหวตถูกใจคลิปนี้ 0
    ไม่ถูกใจ 0

    "ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะรีบาวด์ แต่การกลับมาเป็นขาขึ้นต้องยืนเหนือ 1705 จุดก่อน แนะนำทยอยซื้อเมื่อปรับตัวลง อย่าไล่ซื้อหุ้น และเลือกหุ้นที่พื้นฐานดีก่อน"
    บล. ไอร่า มองตลาดช่วงนี้เป็นการรีบาวน์ หากจะกลับมาเป็นขาขึ้นต้องยืน 1,705 จุดให้ได้ก่อน ระยะสั้นมองว่ายังมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่อง การที่ดัชนีอ่อนตัวลงต่อเนื่องก่อนหน้านี้ มาจากแรงขายต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติ จากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้เงินบาทอ่อน กลยุทธ์ลงทุนช่วงนี้ควรถือเงินสดให้มากขึ้น และรอจังหวะเข้าลงทุนหุ้นพื้นฐานดี ในช่วงที่ราคาอ่อนตัว ไม่ควรไล่ราคาขึ้นไป และผลการดำเนินต้องมีความมั่นคง ไม่อ่อนไหวไปตามสภาพเศรษฐกิจมากนัก
    โดยถ้านับจากต้นปี เป็นการขายต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติเกือบ 273,000 ล้านบาท ถือว่าค่อนข้างสูงมาก เทียบกับปี 2560 ที่ต่างชาติขายไปเพียงประมาณ 26,000 ล้านบาท ถือเป็นการไหลออกของเงินทุนขนาดใหญ่มาก แต่มีแรงซื้อจากสถาบันในประเทศและนักลงทุนรายย่อย ทำให้ดัชนียังยืนอยู่บริเวณ 1,650 จุดได้ การที่ต่างชาติขายหนักก็มาจากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สังเกตจากดัชนี USD index ล่าสุดอยู่ที่ 97.0เทียบกับช่วง แข็งค่าสุดในรอบ 1 ปี 4 เดือน ส่วนค่าเงินบาทแนวโน้มอ่อนค่า ล่าสุดอยู่ที่ 33.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

    ปัจจัยต่างประเทศ ตลาดต่างประเทศค่อนข้างผันผวน แต่ดัชนีดาวโจนส์อ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 24,900 จุด ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับนโยบายการกีดกันทางการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นความเสี่ยงที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก และยังคงต้องจับตาดู โดยล่าสุดสหรัฐและจีนได้เก็บภาษีสินค้านำเข้าสินค้า 10-25% มูลค่ารวม 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปธน.ทรัมป์ขู่เก็บภาษีสินค้าจีนมูลค่าอีกกว่า 2.67 แสนล้านดอลลาร์ โดยจีนตอบโต้โดยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เช่นกันจำนวน 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนการเจรจาระหว่าง 2 ประเทศ เรายังคงต้องจับตาดูต่อไป ล่าสุดทั้งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน จะมีการเจรจานอกรอบในการประชุม G20 ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาเจนติน่าในวันที่ 30 พ.ย. – 1 ธ.ค. 2018
    อีกประเด็นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ คือประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED หลังจากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ยังเป็นขาขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 3.1% โดยตลาดเริ่มรับรู้การปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจและการจ้างงาน โดยตลาดยังคงคาดหมายเดิม คือคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในช่วงเดือน ธ.ค. โดยนัดต่อไปที่ FED จะประชุมกันในวันที่ 7-8 พ.ย. คาดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.75-2.00% ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง FED คาด GDP สหรัฐฯปี 2018 อยู่ที่ 2.8% อัตราว่างงานสหรัฐฯ อยู่ในระดับ 3.6% ถือว่าดีมาก เงินเฟ้อก็เป็นไปตามเป้าหมายของ FED ที่ 2.1%

    ส่วนประเด็นในประเทศ มีเรื่องให้ต้องคอยติดตาม เกี่ยวกับแนวโน้มการส่งออกไทย โดยเดือน ก.ย. ที่ประกาศออกมา -5.2% ถือว่าต่ำกว่าคาดมาก โดยได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ โดยการส่งออกไปจีน -14% เราคาดผลกระทบอาจต่อเนื่องไปในช่วงไตรมาส 4/61 และอยู่ระหว่างปรับตัว คาดหลายหน่วยงานรัฐ อาจต้องปรับลดเป้าส่งออกลง

    กลยุทธ์ช่วงนี้ เน้น Stock Pick เลือกหุ้นในกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น ดังนี้
    1) กลุ่มธนาคาร ภาพ NPL เริ่มคงที่ ตั้งสำรองลดลง เช่น BBL, KTB
    2) กลุ่มการเงิน คาดผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง เช่น MTC, THANI
    3) อสังหาริมทรัพย์ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จาก EEC เช่น AMATA
    4) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง จะได้รับประโยชน์จากโครงการภาครัฐ เช่น STEC
    5) กลุ่มพลังงาน คาดผลการดำเนินได้รับผลดีจากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น เช่น PTT, PTTEP
    6) กลุ่มขนส่ง ได้รับประโยน์จากภาพการท่องเที่ยว ยังคงดูดีในระยะยาว เช่น AOT

    ส่วนหุ้น Top pick แนะนำหุ้นในกลุ่มพลังงาน นั่นคือ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิต จำกัด (มหาชน) (PTTEP) โดยมีประเด็นดังนี้
    PTTEP ประกาศผลการดำเนินงานในช่วง 3Q/61 มีกำไรสุทธิ 10,401 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 190% qoq โดยมีผลกำไรปกติอยู่ที่ 9,642 ล้านบาท ลดลง 13% qoq สาเหตุที่ผลการดำเนินต่ำกว่าคาด จากปริมาณการผลิตที่น้อยกว่าคาด ราคาขายน้ำมันดิบน้อยกว่าคาดเล็กและต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น จากค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้น จากการเพิ่มสัดส่วนลงทุนในแหล่งบงกช โดยมีผลกระทบทางบวกที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงาน (Non-Recurring) จำนวนรวมประมาณ 819 ล้านบาท
    คาดผลการดำเนินงาน 4Q/61 จะฟื้นตัวขึ้น ตามราคาก๊าซ และราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น และคาดต้นทุนการผลิตจะลดลงสู่ระดับปกติ
    PTTEP อยู่ระหว่างกระบวนการเข้าประมูลแหล่งผลิตที่จะหมดอายุสัมปทาน โดยเฉพาะแหล่งบงกชที่ PTTEP เป็นเจ้าของสัมปทานเดิม และได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมจากเชลล์อีกประมาณ 22% รวมเป็น ประมาณ 66.67% คาดว่าจะเพิ่มปริมาณการผลิตให้กับ PTTEP ได้อีก 35,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และคาดว่าจะทราบผลการประมูลในช่วงเดือน ธ.ค. ’61 ซึ่งเราคาด PTTEP มีความได้เปรียบผู้ประกอบการรายอื่น เนื่องจากเป็นผู้ประกอบการเดิม มีความเชี่ยวชาญในการผลิตอยู่แล้ว

    คาดกำไรปี ’62 เพิ่มขึ้น 29%, Dividend Yield = 3.7%
    มูลค่าเหมาะสมที่ 159 บาท ยังคงแนะนำ “ซื้อ”

    ที่มา : PTTEP และประมาณการโดย AIRA

    อัพโหลดวันที่
    แจ้งลบคลิป
    close แจ้งลบวิดีโอนี้
    แจ้งลบวิดีโอนี้

    ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ได้รับแจ้ง
    เกี่ยวกับคลิปวิดีโอเรื่อง :
    แสดงความเกลียดชัง/ไม่เหมาะสม

    ปิด
    http://video.sanook.com/player/1334609/

    * ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (สูงสุด 50 อีเมล์)

    คลิปแนะนำ

    โหลดเพิ่ม
    Sanook.commenu

    We use cookies to deliver our service. By continuing to use our site, you accept our use of cookies. To learn more please go to Terms of Service and Privacy Policy.

    close
    เพิ่มคลิปใน "คลิปโปรด" แล้ว
    เพิ่มคลิปใน "คลิปที่เก็บไว้ดูทีหลัง" แล้ว
    คุณโหวตเรียบร้อยแล้ว
    เพิ่มลงในเพลย์ลิสต์โปรดแล้ว
    เพิ่มวิดีโอนี้เข้าใน Playlist เรียบร้อยแล้วค่ะ
    วันนี้คุณโหวตไปแล้ว โหวตใหม่ได้อีกครั้งพรุ่งนี้ค่ะ