คลิป  หนัง  ละคร  ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล  ข่าวบันเทิง  โปรแกรมบอล  ฟังเพลงออนไลน์  ดูทีวีออนไลน์ 

Loading...

later love add to playlist wide screen
close เพิ่มลงใน
    สร้างเพลย์ลิสต์ใหม่

    รวยหุ้น รวยลงทุน ปี 5 EP 809 กลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทย กับ บล.ไอร่า

    Views 0

    โหวตถูกใจคลิปนี้ 0
    ไม่ถูกใจ 0

    "ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะรีบาวด์ แต่การกลับมาเป็นขาขึ้นต้องยืนเหนือ 1700 จุดก่อน ไม่อย่างนั้นยังเป็นแค่การฟื้นตัวในกรอบ ต่างชาติเริ่มขายน้อยลงแล้วแต่ยังไม่ควรไล่ซื้อหุ้น"
    บล. ไอร่า มองตลาดช่วงนี้เป็นการรีบาวน์ หลังจากดัชนีปรับลดลงแรงไปแตะ 1,600 จุด หากจะกลับมาเป็นขาขึ้นต้องยืน 1,700 จุดให้ได้ก่อน ระยะสั้นมองว่ายังมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่อง จากความหวังว่าการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯจะสามารถหาข้อตกลงกันได้ หลังจากสหรัฐฯ เลื่อนการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจาก 10% เป็น 25% ออกไปอีก 90วัน
    แต่ตลาดก็มีปัจจุยลบใหม่หลังผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นเริ่มสูงกว่าพันธบัตรระยะยาวสะท้อนว่าตลาดยังมองอนาคตไม่แน่นอนและเฟดอาจต้องชะลอการขึ้นดอกเบี้ย
    ประกอบกับแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ จากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้เงินบาทอ่อน กลยุทธ์ลงทุนช่วงนี้หาจังหวะเข้าลงทุนหุ้นพื้นฐานดี ในช่วงที่ราคาอ่อนตัว ในขณะที่ผลการดำเนินงานยังมีความมั่นคง ไม่อ่อนไหวไปตามสภาพเศรษฐกิจมากนัก
    โดยถ้านับจากต้นปี เป็นการขายต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติเกือบ 285,000 ล้านบาท ถือว่าค่อนข้างสูงมากเทียบกับปี 2560 ที่ต่างชาติขายไปเพียงประมาณ 26,000 ล้านบาท ถือเป็นการไหลออกของเงินทุนขนาดใหญ่มากแต่มีแรงซื้อจากสถาบันในประเทศและนักลงทุนรายย่อย ทำให้ดัชนียังยืนอยู่บริเวณ 1,670 จุดได้ การที่ต่างชาติขายหนักก็มาจากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องสังเกตจากดัชนี USD index ล่าสุดอยู่ที่ 97.0 แข็งค่าสุดในรอบ 1 ปี 5 เดือน ส่วนค่าเงินบาทแนวโน้มอ่อนค่า ล่าสุดอยู่ที่ 32.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

    ด้านประเด็นในประเทศ มีเรื่องให้ต้องคอยติดตาม เกี่ยวกับแนวโน้มการส่งออกไทย โดยเดือน ต.ค. ที่ประกาศออกมา +8.7% พลิกกลับจากยอดติดลบในเดือน ก.ย. สาเหตุที่การส่งออกกลับมาฟื้นตัว เนื่องจากการส่งออกขยายตัวได้ดีเกือบทุกตลาด โดยตลาดในภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ขยายตัวในระดับสูงที่ 18.7% อินเดีย 12% และ CLMV 18.2% สหรัฐกลับมาขยายตัวโดยเพิ่ม 7.2% และจีนขยายตัว 3% ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 12%สินค้าที่ขยายตัวได้ดี เช่น น้ำตาล ข้าว มันสำปะหลัง สินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 6.8% เช่น สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันทองคำ อัญมณีและเครื่องประดับ
    ขณะที่สินค้าที่ไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่สหรัฐขึ้นภาษี อาทิ โซลาร์เซลล์ลด 72% เครื่องซักผ้าลด92% แต่เหล็กเพิ่ม 41% และอะลูมิเนียมเพิ่ม 106% ส่วนผลกระทบจากการส่งออกสินค้าไปจีนในกลุ่มที่จีนถูกสหรัฐขึ้นภาษี ทำให้การส่งออกสินค้าเคมีภัณฑ์และพลาสติกเพิ่ม 17.9% เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบเพิ่ม 6.1%เป็นต้น
    ในขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยปี 2561 ยังคงต้องจับตาการประชุม กนง. ในการประชุมวันที่ 19ธ.ค. จากอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 1.5% คาดโอกาสลดลงที่ กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ เนื่องจากแนวโน้มการชะลอปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และการกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่ลดลง ตามราคาน้ำมันดิบที่ลดลง
    ส่วนที่ต้องจับตาคือภาคการท่องเที่ยว ที่น่าเป็นห่วงคือนักท่องเที่ยวจีนเดือน ต.ค. ลดลงถึง 20% yoy, เดือน ก.ย.ลดลง 15% yoy จากความกังวลเกิดอุบัติเหตุเรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต เริ่มมีการยกเลิกทัวร์ ที่จองไว้ และส่งผลกระทบระยะสั้นต่อภาพรวมการท่องเที่ยวในช่วง 4Q/61 แต่คาดในระยะยาวภาพรวมการท่องเที่ยวยังคงดูดี อาจต้องใช้เวลาคาดในระยะยาวภาพการท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวเป็นปกติ ตัวเลขนักท่องเที่ยว 10M/61 เพิ่มขึ้น 7.8% หุ้นกลุ่มหลักๆ เช่น AOT ยังสามารถทยอยเข้าลงทุนได้ ซึ่งเราคาดการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวในระยะยาว
    ด้านกลยุทธ์ เน้น Stock Pick เลือกหุ้นในกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น ดังนี้
    1) กลุ่มธนาคาร ภาพ NPL เริ่มคงที่ ตั้งสำรองลดลง เช่น BBL, KTB
    2) กลุ่มการเงิน คาดผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง เช่น MTC, THANI
    3) อสังหาริมทรัพย์ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จาก EEC เช่น AMATA
    4) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง จะได้รับประโยชน์จากโครงการภาครัฐ เช่น STEC
    5) กลุ่มพลังงาน คาดผลการดำเนินได้รับผลดีจากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น เช่น PTT, PTTEP และการเติบโตจากการขยายกิจการในต่างประเทศ เช่น BGRIM
    6) กลุ่มขนส่ง ได้รับประโยน์จากภาพการท่องเที่ยว ยังคงดูดีในระยะยาว เช่น AOT
    ส่วนหุ้น Top Pick แนะนำหุ้นในกลุ่มพลังงาน นั่นคือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) โดยมีประเด็นดังนี้

    PTT อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมสำหรับแผนงาน New S-Curve เพื่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต เช่นการแยกธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกออกมาเป็น PTTOR เพื่อการดำเนินงานที่คล่องตัวมากขึ้น พร้อมที่จะเติบโตในธุรกิจค้าปลีก โดยการโอนสินทรัพย์ให้ PTTOR มีผลแล้วเมื่อ 1 ก.ค. 2561 และเบื้องต้นคาด PTTOR จะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในช่วง 2Q/62
    กลุ่ม PTT มีความพร้อมที่จะเข้าสู่ธุรกิจอื่น เพื่อการเติบโตในอนาคต จากเงินสดของ PTT เองกว่า 95,000 ล้านบาทเช่น 1) โครงการรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน PTT คาด PTT มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมลงทุนกับผู้ชนะผลการประมูล ซึ่งคาดว่าจะทราบผลการประมูลภายในเดือน ธ.ค. นี้ 2) โครงการสถานีรถไฟกลางบางซื่อ ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอความชัดเจนของแผนการพัฒนาจาก สนข. และการเจรจากับ รฟท. คาดจะทราบผลได้ภายในปี 2562 3) โครงการ Electricity Value Chain, โครงการ Smart City และโครงการกักเก็บพลังงาน เป็นต้น

    คาดกำไรปี ’61 ทรงตัวจากปีก่อน, Dividend Yield = 3.7%
    มูลค่าเหมาะสมที่ 66.00 บาท ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
    ที่มา : PTT และประมาณการโดย AIRA

    อัพโหลดวันที่
    แจ้งลบคลิป
    close แจ้งลบวิดีโอนี้
    แจ้งลบวิดีโอนี้

    ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ได้รับแจ้ง
    เกี่ยวกับคลิปวิดีโอเรื่อง :
    แสดงความเกลียดชัง/ไม่เหมาะสม

    ปิด
    http://video.sanook.com/player/1341469/

    * ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (สูงสุด 50 อีเมล์)

    คลิปแนะนำ

    โหลดเพิ่ม
    Sanook.commenu

    We use cookies to deliver our service. By continuing to use our site, you accept our use of cookies. To learn more please go to Terms of Service and Privacy Policy.

    close
    เพิ่มคลิปใน "คลิปโปรด" แล้ว
    เพิ่มคลิปใน "คลิปที่เก็บไว้ดูทีหลัง" แล้ว
    คุณโหวตเรียบร้อยแล้ว
    เพิ่มลงในเพลย์ลิสต์โปรดแล้ว
    เพิ่มวิดีโอนี้เข้าใน Playlist เรียบร้อยแล้วค่ะ
    วันนี้คุณโหวตไปแล้ว โหวตใหม่ได้อีกครั้งพรุ่งนี้ค่ะ